นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่าจะหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทยอีกครั้งภายในสองสัปดาห์นี้เพื่อจัดทำสมุดปกขาวในการเตรียมรับมาตรการภาษีของสหรัฐ ที่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะคิดอัตราการจัดเก็บภาษีสินค้าจากประเทศไทยในอัตราใด หรือจะยืนในอัตราที่ร้อยละ 36 ที่เคยประกาศก่อนหน้า ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ โดยการหารือในครั้งแรกได้จัดกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบไว้พอสมควร
สิ่งที่ต้องดำเนินการคือเราต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นและผู้ประกอบการเองก็จะต้องปรับตัว คือจะต้องไม่มองแค่ตัวเลขเท่านั้นแต่จะต้องมุ่งไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มศักยภาพความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น ยอมรับว่าที่ผ่านมาเอสเอ็มอีหรืออีกหลายธุรกิจไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้สะดวก เป็นเพราะมีความเสี่ยงซึ่งไม่ใช่เกิดจากปัญหาที่เป็นหลักเกณฑ์จากธนาคารแห่งประเทศไทย เพียงแค่แบงก์พาณิชย์คำนึงถึงความเสี่ยงต่อธุรกิจ การปล่อยสินเชื่อจึงยากมากขึ้น
ภาครัฐอาจจะต้องเพิ่มบทบาทในส่วนนี้เข้ามาดูแลเรื่องความเสี่ยง หรือทบทวนสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อให้เพิ่มมากขึ้น
“ปัญหาเรื่องภาษีของสหรัฐที่จะปรับอัตราเพิ่มนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องมีความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชนและภาคการเมืองเพื่อจะช่วยแก้ปัญหา”ผู้ว่ากล่าว
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการและกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ให้ความเห็นถึงกรณีที่สหรัฐได้ปิดดีลเรื่องภาษีกับอินโดนีเซีย โดยอินโดนีเซียพร้อมเก็บภาษีสินค้าจากสหรัฐร้อยละ 0 และกับการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินโดนีเซียร้อยละ 20 ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับเวียดนามว่า เป็นความชัดเจนว่านโยบายของสหรัฐ ไม่ได้ต้องการต่อรอง แต่ต้องการให้ดำเนินการตามที่สหรัฐเรียกร้อง คือสหรัฐต้องได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย ในส่วนของประเทศไทย ทีมเจรจาต้องให้ความชัดเจนในจุดนี้เช่นกัน ว่าจะเปิดให้มีการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐแบบเสรีและ
และสิ่งที่เราจะไปเสนอให้
นายกอบศักดิ์ยังเห็นว่าถ้าเราโดนเก็บภาษีในอัตราร้อยละ 25 มองว่าภาคเอกชนยังพอรับได้ ภายใต้สถานการณ์ที่เราต้องเปิดเสียสินค้าเกษตรให้ทั้งหมด แต่เราจะต้องเตรียมมาตรการรองรับช่วยเหลือเกษตรกรของไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งเชื่อว่าวงเงินที่เตรียมไว้ 200000 ล้านบาทไม่น่าจะเพียงพอ แต่ยังดีกว่าเพราะอุตสาหกรรมสงออกอืนๆ ของไทยก็ยังมีโอกาสที่จะเดินหน้าไปต่อได้
ส่วนสินค้าเกษตรของสหรัฐที่จะเข้ามานั้น ถึงจะเข้ามาแต่ประชาชนไม่บริโภค สหรัฐก็ไม่ได้ประโยชน์ในจุดนี้ “เหมือนกับญี่ปุ่นที่สหรัฐพยายามกดดันให้มีการนำเข้าข้าว คิดว่าถ้าเข้ามา คนญี่ปุ่นอาจจะไม่เลือกบริโภค เพราะคุณสมบัติไม่เหมือนกัน อีกทั้งญี่ปุ่นเป็นคนรักชาติ จุดนี้สหรัฐจะกดดันต่อก็ไม่ได้ เช่นเดียวกับไทย ถ้าจะเปิดให้นำเข้าหมูอย่างเสรี หากคนไทยไม่บริโภค เพราะสหรัฐใช้สารเร่งเนื้อแดงที่ทำให้เกิดมะเร็ง ก็ถือว่าเราไม่ผิดเงื่อนไข หรือรณรงค์ให้คนไทย บริโภคของไทย ใช้ของไทย ก็ไม่ได้ผิดเงื่อนไขเช่นกัน”
นายกอบศักดิ์ยังกล่าวอีกว่าหากทีมไทยแลนด์ไปเจรจาในกลยุทธ์เดิม ๆ ก็ถือว่าไม่เกิดประโยชน์เพราะสิ่งที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการให้ปิดจบดีลนี้คือ ต้องยอมให้สหรัฐตามที่สหรัฐต้องการ เพราะถ้าสหรัฐจะยืนอัตราเดิมคือ ร้อยละ 36 ผู้ส่งออกจบแน่นอน และสิงที่เราพยายามจะดำเนินการให้เกิดนิวเอสเคิรป์ ก็เป็นไปได้ไม่เพราะการลงทุนใหม่ ๆ จะไม่เกิดขึ้น