TRENDING: คิง เพาเวอร์ จับมือบัตเตอร์แบร์ เปิดสาขาใหม่สนามบินดอนเมือง Read More

TRENDING: กบข เน้นทองคำ ปี 68 โต 9% Read More

TRENDING: SAM จับมือ NCB Read More

TRENDING: กบข ทำถึง ผลตอบแทนปี 68เกือบ 6% Read More

TRENDING: อัสสเดช ประกาศแผน 3 ปี ตลาดฯใช้กลยุทธ์เคาะประตู บจ รับผิดชอบ CG Read More

ตุลาคม 30, 2026

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดตัว CIMB PRIVATE WEALTH บริหารความมั่งคั่งลูกค้าตอบโจทย์ลูกค้าที่มีทรัพย์สินเกิน 30 ล้านบาทตั้งเป้า 3 ปีมีลูกค้า 5,000 รายชูจุดแข็งการลงทุนอาเซียนแบบไร้ร้อยต่อ

Haniz Nazian CEO Group Consumer Banking CIMB Group บอกว่าการเปิดตัส Cimb Private

 Wealth ที่ไทยเป็นตลาดที่ 3 ต่อจากอินโดนีเซียและมาเลเซียเพราะมั่นใจในศัดยภาพและความเข้มแข็งของเครือข่ายในธุรกิจ เพื่อเป็นการตอบโจทย์การบริหารความมั่นคั่งที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล โดยจุดแข็งที่ไทยคือการเป็นแหล่งรวมการลงทุนในหุ้นกู้ทั้งตลาดแรกและตลาดรอง

ภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head, Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงผลตอบแทนจากการลงทุนอีกต่อไป แต่กำลังมองหาพันธมิตรที่สามารถดูแลได้อย่างครบวงจร ทั้งความมั่งคั่ง การเข้าถึงโอกาสในระดับภูมิภาค รวมถึงคุณภาพชีวิต

 CIMB PRIVATE WEALTH ทจะเข้ามาช่วยดูแลลูกค้ามีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ระดับ 30 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการนี้โดยเฉพาะ

ลูกค้ากลุ่มความมั่งคั่งสูงของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จะได้รับข้อเสนอพิเศษที่วางอยู่บน 3 เสาหลัก

1. Preferred Wealth โซลูชันบริหารความมั่งคั่งครบวงจร ธนาคารจัดพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย โดยใช้ Safer Pocket Framework ช่วยลดความผันผวนและมุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาว ลูกค้าจะได้รับการดูแลอย่างครบวงจรทั้งด้านการลงทุนและประกันภัยจากทีมที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งมืออาชีพ พร้อมผู้ดูแลบัญชีส่วนตัว (RM) ที่มาพร้อมการให้ความสำคัญกับอนาคตของครอบครัว ตั้งแต่การวางแผนการศึกษาสำหรับบุตร เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคต ไปจนถึงการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินและมรดกแห่งความมั่งคั่งให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก

2. Preferred Regional เปิดประตูสู่โอกาสการลงทุนทั่วอาเซียน ลูกค้าสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนต่างประเทศ (Offshore) เปิดบัญชีในต่างประเทศได้อย่างสะดวกผ่านเว็บไซต์ CIMB Singapore และรับอัตราพิเศษสำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ พร้อมรับข้อมูลเชิงลึกด้านการลงทุนระดับภูมิภาคจากทีม Chief Investment Office (CIO) ของ CIMBจุดที่ทำให้ CIMB PRIVATE WEALTH แตกต่างอย่างแท้จริง คือเครือข่ายของ CIMB ทั่วอาเซียน ภายใต้แนวคิด ‘One Region, More Opportunity หนึ่งภูมิภาค มากกว่าโอกาส’ ลูกค้าไทยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินและสิทธิประโยชน์ CIMB PREFERRED ผ่านเครือข่ายในภูมิภาค ได้แก่ มาเลเซีย ตลาดที่มีเสถียรภาพและโอกาสในการเติบโต สิงคโปร์ ศูนย์กลางระดับโลกด้านการลงทุนและการบริหารความมั่งคั่ง อินโดนีเซีย โอกาสจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตสูง กัมพูชา เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมโอกาสในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การผลิต และบริการทางการเงิน การเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าลงทุนข้ามพรมแดนและกระจายการลงทุนในตลาดต่าง ๆ ทั่วอาเซียน

3. Preferred Experience สัมผัสสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า ตั้งแต่โปรแกรมสะสมและแลกรับรางวัลที่คัดสรรมาเพื่อลูกค้าโดยเฉพาะ การเข้าใช้ห้องรับรองพิเศษในสนามบินทั่วโลก ประกันการเดินทาง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินภายในบ้าน บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน บริการผู้ช่วยส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง ตู้นิรภัยส่วนบุคคลฟรี ไปจนถึงประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟและกิจกรรมสำหรับสมาชิกผ่าน Wealth Your World Events กิจกรรมเวิร์กช็อปที่จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นซีรี่ส์ผสานความรู้ด้านการลงทุนเข้ากับกิจกรรมกลุ่มเล็กที่เน้นประสบการณ์จริง ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจด้านการเงินให้ลูกค้า ในบรรยากาศที่สะท้อนไลฟ์สไตล์

จิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์  Head Wealth Research &Adcisory  พูดถึงมุมมองการลงทุนในตลาดหุ้น และตราสารหนี้โดยให้น้ำหนักราคาน้ำมัน และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาสำหรับมุมมองการลงทุน Wealth Research & Advisory โฟกัสการลงทุนในหุ้น ของคุณภาพชิ้นเดิม ราคาถูกลง ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้เปรียบได้กับร่มชูชีพช่วยจัดสมดุลพอร์ต

ขณะที่อมรเทพ จาวะลา Head Research Office มองว่าความเสี่ยงของเศรษฐกิจโดยรวมที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในไตรมาสสุดท้ายของปี มี 6C

C – Commodities Price | ราคาสินค้าโภคภัณฑ์

ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง โดยต้องจับตาสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบสำคัญ หากเกิด Supply Disruption ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนพลังงาน ราคาอาหาร และค่าครองชีพยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า

R – Rates & Yields | อัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตร

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับลดลงได้ยากจากแรงกดดันด้านอุปสงค์ (Demand-pull Inflation) ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว หรือ Bond Yield สะท้อนความเสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยต้องติดตามความเคลื่อนไหวของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งมีการปรับตัวลงจากระดับสูงก่อนหน้าลงมาอยู่ระดับ 5% แต่ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนทั่วโลก

I – International Trade | การค้าโลก

สงครามการค้ายังคงเป็นความเสี่ยง แม้สหรัฐฯ และจีนจะมีช่วงพักรบทางการค้า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันและเปิดโอกาสให้การส่งออกขยายตัวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าความขัดแย้งทางการค้าจะกลับมารุนแรงขึ้นหรือมีมาตรการใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกในระยะต่อไปหรือไม่

S – Shutdown & US Political Gridlock | ความขัดแย้งทางการเมืองสหรัฐฯ

ต้องจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ซึ่งอาจส่งผลต่อดุลอำนาจทางการเมืองและการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ หากพรรครีพับลิกันสูญเสียเสียงข้างมากในสภา อาจเพิ่มข้อจำกัดต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ตลาดต้องประเมิน

I – Inflated AI Valuations | มูลค่าหุ้น AI ที่ร้อนแรง

ตลาดเริ่มกังวลว่าการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจก่อให้เกิดฟองสบู่จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม AI ยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนในเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายจึงอยู่ที่การประเมินว่ามูลค่าหุ้นในปัจจุบันสอดคล้องกับศักยภาพการเติบโตจริงหรือไม่

S – Sovereign Debt Stress | ความเสี่ยงหนี้ภาครัฐ

ความเสี่ยงจากหนี้ภาครัฐและความเปราะบางทางการคลังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แม้สถานการณ์ในปัจจุบันจะมีแนวโน้มคลี่คลายและยังไม่เห็นการลุกลามเป็นวงกว้าง แต่ความเสี่ยงดังกล่าวอาจกลับมากดดันตลาดการเงินและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ โดยเฉพาะในไตรมาส 4

มุมมองเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่การเติบโตยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังต้องเร่งแก้ไข

โจทย์สำคัญของไทยคือการยกระดับและปรับปรุงสินค้าให้ทันสมัย สอดรับกับความต้องการของตลาดและการแข่งขันในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ให้กับประเทศ