TRENDING: คิง เพาเวอร์ จับมือบัตเตอร์แบร์ เปิดสาขาใหม่สนามบินดอนเมือง Read More

TRENDING: กบข เน้นทองคำ ปี 68 โต 9% Read More

TRENDING: SAM จับมือ NCB Read More

TRENDING: กบข ทำถึง ผลตอบแทนปี 68เกือบ 6% Read More

TRENDING: อัสสเดช ประกาศแผน 3 ปี ตลาดฯใช้กลยุทธ์เคาะประตู บจ รับผิดชอบ CG Read More

ตุลาคม 30, 2026

1 ปีในตำแหน่งผู้ว่าธปท วิทัย รัตนากร แก้ปัญหา 18 เรื่องปรับโตรงสร้างพื้นฐานทางการเงิน ผลักดันให้เอสเอ็มอีได้เข้าใช้สินเชื่อ ปีหน้าจะเข้มข้นด้านาถนการบันการเงิมากขึ้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย แถลงกับสื่อมวลชนในวาระครบรอบการทำงาน 1 ปีในตำแหน่งผู้ว่าการว่าตลอดระยะเวลา  1 ปีได้ดำเนินนโยบายตามที่พันธกิจที่ให้ไว้กับบอร์ดของธนาคารทั้งในเรื่องของการดูแลเสถียรภาพทางการเงิน ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยโยบายรองรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่ดี และถือเป็นโชคดีที่การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ลดก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบทำให้ต้นทุนพลังงานสูงในแง่ของดีมานด์ไซด์ และทำให้เงินเฟ้อขยับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การดูแลอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้เคลื่อนไหววูบวาบจนเกินไป

และที่สำคัญได้เร่งวางมาตรการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบสถาบันการเงินใน 4 เรื่องสำคัญได้แก่หนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี ที่ขณะนี้สินเชื่อยังติดลบถึง 17 ไตรมาส การให้ความเป็นธรรมในการใช้บริการทางการเงิน รวมถึงการป้องกันเงินเทาและการทุจริตผ่านการออกมาตรการถึง 18  มาตรการ

(1) แก้หนี้ครัวเรือน เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ร่วมกับ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยที่เป็น NPL ไปแล้วกว่า 182,000 บัญชี จากเป้าหมาย 200,000 บัญชี ในปีนี้  และการคงอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ (Minimum Payment) ของบัตรเครดิตที่ 8% ซึ่งช่วยคงสภาพคล่องให้ลูกหนี้ประมาณ 2,000,000 บัญชี

(2) การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เช่น โครงการ “SMEs Credit Boost” ซึ่งเป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงด้านเครดิต มียอดปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ และโครงการ “SMEs Secure Plus” เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ SMEs โดยผ่อนปรนให้สถาบันการเงินพิจารณาหลักประกันอื่น ๆ ร่วมกับกระแสเงินสด

(3) Fairness การใช้บริการทางการเงิน เช่น ลดค่าธรรมเนียมบริการทางการเงิน 19 รายการ ครอบคลุมบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายลูกค้ารายย่อยและ SMEs ได้ถึง 8,000 ล้านบาทต่อปี

(4) เงินเทา/คอร์รัปชัน (ผ่านระบบการเงิน) เช่น การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท
ขึ้นไป ซึ่งพบว่าหลังออกมาตรการมูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ส่งผลให้ธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569 ตลอดจนได้จัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ธปท. อยู่ระหว่างเตรียมออกประกาศและเปิดรับฟังความคิดเห็นอีก 5 มาตรการ
ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมีนาคม 2570 ได้แก่ การกำกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท การกำกับธุรกิจ Buy Now Pay Later การลดค่าตรวจเครดิตบูโร
การกำกับ THB Stablecoin และการยกระดับธุรกิจ Money Changer รวมถึงเตรียมออกโครงการ SMEs Credit Portal ในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเป็นแพลตฟอร์มกลางเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการและผู้ให้สินเชื่อ

ในปีหน้า ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้ความสำคัญมากขึ้นใน  3 เรื่อง ได้แก่ (1) การแก้หนี้ครัวเรือน (2) การเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ได้แก่ SMEs Credit Portal กลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ และ Alternative Data Exchange รวมถึงการเพิ่มการแข่งขัน และ (3) การกำกับดูแล Non-bank ทุกประเภท ทั้งกลุ่มที่ปล่อยสินเชื่อ (Non-bank Lending) กลุ่มบริการชำระเงิน (Payment) และกลุ่มที่ดำเนินการเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน (อาทิ Money Changer/Money Transfer) และกลุ่มอื่น ๆ (บริษัทบริหารสินทรัพย์ : AMC) เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจาก Non-bank มีขนาดใหญ่ขึ้น รูปแบบการประกอบธุรกิจมีความซับซ้อนขึ้น และมูลค่าสินเชื่อเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ