นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว Governor Connect ครั้งที่ 2 ว่าตั้งใจหยุดไปหลายเดือนหลังจากพูดครั้งสุดท้ายเรื่องการถอนเงินจำนวนมากในช่วงเลือกตั้ง โดยวันนี้จะมาอัพเดท ข้อมูลทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องของเงินเฟ้อและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด โดยประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตร้อยละ 2 เนื่องจากมีแรงส่งจากมาตรการของรัฐโดยเฉพาะพรก กู้เงิน 4 แสนล้านในโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะช่วยกระตุ้นการบริโภคของประชาชนจากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะโตเพียงร้อยละ 1.5 เท่านั้น
ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้เงินเฟ้อจะพุ่งขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมที่ ร้อยละ 5.2 เพราะผลของการนำเข้าราคาน้ำมัน ส่วนการส่งออกปีนี้ทั้งปีถือว่ายังดีอยู่ควบคู่ไปกับการนำเข้า ส่งผลให้ปีนี้ดุลบัญชีเดินสะพัดจะขาดดุลโดยล่าสุดเดือนเมษายนดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลร้อยละ 7.6 แต่เชื่อว่าทั้งปีดุลบัญชีเดินสะพัดมีโอกาสเข้าใกล้ศูนย์ มาจากดุลการค้ามีแนวโน้มมาเกินดุลได้ในไตรมาส 4 ปีน้จากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มูลค่านำเข้าจะลดลงจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง รายได้การท่องเที่ยวก็จะกลับมาดีขึ้น”เมื่อทุกอย่างยังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันโลก แนวคิดของแบงก์ชาติคือการรักษาเงินเฟ้อ ให้กลับมาสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ 0-3% จึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องปรับอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับธนาคารกลางอื่นๆ ของโลกบริหารจัดการ”
นอกจากดูภาพรวมของเศรษฐกิจแล้ว นโยบายที่ชัดเจนของแบงก์ชาติคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้หนี้เอ็นพีแอลรายย่อยโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ดูแลเรื่องการเก็งกำไรค่าเงินบาท เงินเทา แก้หนี้รายย่อย ช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ดำเนินการต่อและจะมีผลบังคับใช้
ส่วนเรื่องความไม่เป็นธรรมและไม่มีมาตรฐานของการกำหนดค่าบริการและการให้บริการ แบงก์ชาติได้ออกหลักเกณฑ์และปรับลดค่าธรรมเนียมหลายรายการลง เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเอสเอ็มอีเพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นธรรมไม่ม่เป็นาภระ ครอบคลุมรายการค่าธรรมเนียม 4 ประเภทรวม 19 รายการ คือ 1.ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก เช่น ค่าขอรายการเดินบัญชีเงินฝาก ค่าขอหนังสือรับรองค่าขอหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีเงินฝากกรณีบัญชีเงินฝากที่
ไม่เคลื่อนไหวและมียอดเงินฝากคงเหลือน้อยกว่าที่กำหนด (dormant account)
2. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (Card-related) ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับบัตรเอทีเอ็มพื้นฐานและบัตรเดบิตพื้นฐาน ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการเบิกถอนเงินสดด้วยบัตรเครดิต
3. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการชำระเงิน (Payment transaction-related) ได้แก่ ค่าบริการข้ามเขตและค่าคู่สายของบริการธุรกรรมการชำระเงิน เช่น การฝาก ถอน โอนเงินที่เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และที่สาขา การโอนเงินผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค และการรับชำระหนี้ค่าสินค้าและบริการ ค่าบริการโอนเงินผ่านระบบ Bulk Payment แบบภายในวัน ค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน (commission in lieu of exchange) และค่าบริการโอนเงินผ่านระบบบาทเนตผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
4. ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ได้แก่ ค่าบริการการใช้สินเชื่อ (front-end fee) ค่าบริการขยายระยะเวลาการเบิกใช้วงเงินสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา ค่าบริการต่ออายุวงเงินสินเชื่อในรูปแบบวงเงินหมุนเวียน ค่าชำระสินเชื่อก่อนครบกำหนด (prepayment fee) กรณีสินเชื่อที่มีกำหนดระยะเวลา และค่าบริการกรณียกเลิกวงเงิน (cancellation fee)หลักเกณฑ์ใหม่จะมีผลหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมเพื่อให้ผู้ให้บริการมีระยะเวลาในการปรับระบบงาน
ส่วนการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนทีเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัวโดยเฉพาะการซื้อของที่ไม่จำเป็นผ่านแพลตฟอร์มออน์ไลน์ จากข้อมูล 25.5 ล้านคนหรือร้อยละ 38 ของประชากรเป็นหนี้ที่สำคญคนเพิ่งเริ่มทำงานอายุ 20-35 ปี หรือร้อยละ 52.7 เป็นหนี้เร็ว โดยเป็นกลุ่มที่มีหนี้เสียสูงสุดร้อยละ 27 พบว่ากลุ่มคนเหล่านีเป็นหนี้ที่เกิดจากการซื้อของผ่านแพลตฟอร์มออกไลน์เนื่องจากสะดวก “แพลตฟอร์มเสนอวงเงินสินเชื่อให้เพื่อให้เราใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่น ผ่อนชานมไข่มุกราคาแก้วละ 106 บาท โดยต้องเสียดอกเบี้ย เมื่อคิดแล้วบางแพลตฟอร์มที่ร่วมมือกับบริษัทที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าบางรายสูงถึงร้อยละ 25
“แบงก์ชาติจะเข้าไปดูแลโดยการออกประกาศแบงก์ชาติด้วยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง จะกำหนดเงื่อนไขให้รัดกุมขึ้น เช่นต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ใชบริการ เกณฑ์อายุขั้นต่ำ กำหนดประเภทของสินเค้า มูลค่าสินค้าขั้นต่ำ ต้องให้ผู้ใช้บริการยินยอมใช้สินเชื่อ ต้องไม่ให้ลูกค้าชำระแบบซื้อก่อนผ่อนทีหลัง “โดยคาดว่าจะมีแนวทางชัดเจนภายในตุลาคม-พฤศจิกายนนี้