TRENDING: กบข เน้นทองคำ ปี 68 โต 9% Read More

TRENDING: คิง เพาเวอร์ จับมือบัตเตอร์แบร์ เปิดสาขาใหม่สนามบินดอนเมือง Read More

TRENDING: SAM จับมือ NCB Read More

TRENDING: อัสสเดช ประกาศแผน 3 ปี ตลาดฯใช้กลยุทธ์เคาะประตู บจ รับผิดชอบ CG Read More

TRENDING: กบข ทำถึง ผลตอบแทนปี 68เกือบ 6% Read More

พฤศจิกายน 24, 2025

ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมแก้ปัญหาทุนเทา สินเชื่อหดตัว ช่วยเอสเอ็มอี ดูแลค่าเงินบาทพร้อมใช้มาตรการดอกเบี้ยนโยบายเพื่อทำให้บาทอ่อนค่าได้อีก โดยไม่ขัดกับข้อบังคับของอเมริกา

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ใช้โอกาสพาสื่อมวลชนสัญจรต่างจังหวัด ประกาศแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นให้เกิดผลโดยเร็วเป็นแอคชั่นแพลนที่ทำทันที เห็นผลเร็ว  GovernorConnect สัญจร  ยึดหลักการของธนาคารแห่งประเทศไทย ยืนตรง มองไกล ยื่นมือ และติดดิน

สิ่งที่จะทำต่อจากโครงการก่อนหน้า ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ ที่จะเริ่มเป็นรูปธรรมวันที่ 5 มกราคม 2569

ปลายปีนี้จะหาทางช่วยเหลือเอสเอ็ม จากสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์หดตัวโดยสินเชื่อธุรกิจโดยรวมติดลบต่อเนื่อง 5 ไตรมาก สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบ 13 ไตรมาสติดต่อกัน เนื่องจากเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวน ถือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง และเพื่อให้เศรษฐกิจและสินเชื่อเดินต่อไปได้จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงกับสถาบันการเงินที่ให้สามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ใก้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น จึงได้หารือกับกระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิช์ ออกแบบกลไกค้าประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีและยกระดับศักยภาพธุริกิจ ใช้เงิรตากการนำเงินจากการปรับลดการนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูระบบสถาบันการเงิน หรือ เอฟไอดีเอฟ เช่นถ้านำเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท มาตั้งกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่กลุ่มเป้าหมาย ก็น่าช่วยลด credit cost ที่เป็นต้นทุนความเสี่ยงให้กับสินเชื่อได้ประมาณ 100,000 ล้านบาท  แต่ทั้งนี้จะเลือกเอสเอ้มอีกลุ่มเป้าหมาย เช่นเกษตรและอาหารแปรรูป ค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม และผู้ประกอบการที่ยกระดับศักยภาพทั้งของตนเอง และธุรกิจใน supply chain หรืออื่น ๆ ที่เราต้องการส่งเสริมและเห็นการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทย ที่มีความสามารถในการแข่งขัน เช่น ปรับตัวให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transition)  วงเงินที่จะให้กู้สูงสุดต่อรายคาดว่าจะจะอยู่ที่ 50-100 ล้านบาท  วิธีการในการขอรับเงินชดเชย จะคล่องตัวและเพียงพอต่อการรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยประเมินว่าจะอยู่ที่ 10-30%

ส่วนที่่เรื่องสำคัญที่บั่นทอนเศรษฐกิจและภาพพจน์ของประเทศไทย คือ ปัญหาทุนเทา คือจะให้ธนาคารพาณิชย์ทำระบบรายงานตรงต่อธนาคารแห่งประเทศไทย กรณีตรวจพบการโอนเงินแบบผิดปกติ ต้องสงสัยจากเดิม ธนาคารพาณิชย์ส่งข้อมูลให้กับป.ป.ง.ต่อไปนี้ก็จะต้องรายงานมาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยเช่นกัน  ยกระดับการกำกับดูแล การทำความรู้จักลูกค้าหรือ kyc /cdd  ให้เข้มข้นขึ้น ส่วนผู้ให้บริการอี-วอลแล็ต และมันนี่ ทรานส์เฟอร์ เอเยนต์ ก็จะดูแลเข้มงวดขึ้น เว้นแม้แต่ผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ก็จะเพิ่มคุณภาพและความสามารถของผู่ให้บริการในการติดตามตรวจสอบธุรกรรมผิดปกติกและยกระดับมาตรฐานการให้บริการเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาเรื่องธุรกรรมทองคำที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทจะเข้าไปดูแลการซื้อทองคำผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และการซื้อขายทองคำในสกุลอื่นที่ไม่ใช่เงินบาทด้วยเช่นกัน ซึ่งการค้าทองคำเป็นส่วนหนึ่งในแรงกดดันค่าเงินบาทของไทย

การดูแลค่าเงินบาทผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยยอกมรับว่าตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง 7 % ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น 5 % ผลกระทบจากการซื้อขายทองคำแล้ว ที่ผ่านมา ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยปรับสูงขึ้นจากการส่งออกที่เติบโตได้ดี มีเงินไหลเข้าจากต่างประเทศทั้งการลงทุนในตลาดพันธบัตรและลงทุนโดยตรง

ขณะเดียวกันสหรัฐก็กดดันไทยในเรื่องของค่าเงินซึ่งไม่ได้โดนเฉพาะประเทศไทยประเทศเดียวแต่รวมถึงประเทศคู่แข่งอื่นๆด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าประเทศต่างๆ จะไม่ดูแลค่าเงินเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า ซึ่งที่ผ่านมา ธปท. ดูแลความผันผวนของค่าเงินเป็นหลักอยู่แล้ว ทั้งนี้ เกณฑ์การพิจารณาของ US Treasury (ในช่วง 12 เดือน) ที่อาจเข้าข่ายเป็น currency manipulator ประกอบด้วย 3 ข้อ ได้แก่   การเกินดุลการค้าและบริการกับ US > 15 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account: CA) > 3% ของ GDP และแทรกแซงค่าเงินด้านซื้ออัตราแลกเปลี่ยนสุทธิรวม 2 % ของจีดีพี

นายวิทัยยังกล่าวว่า มีนักวิชาการหลายคนให้ความเห็นว่าเพื่อให้เกิดความคล่องตัวหรือมีเงินสะพัดในระบบทดแทนการชะลอการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่กลัวความเสี่ยง ด้วยการทำคิวอี โดยการเข้าซื้อพันธบัตร ใส่เงินเข้าไปในระบบ ตอนนี้คงไม่เหมาะสมและไม่ได้เป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจได้มากนัก เห็นได้จากพันธบัตรหรือหุ้นกู้ที่ภาคเอกชนออกมีระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ไม่ได้แก้ให้ตรงจุด สิ่งสำคัญคือต้องให้สถาบันการเงินปล่อยสินให้มากขึ้น ซึ่งในภาวะปัจจุบันต้องอาศัยการลดต้นทุนความเสี่ยง