TRENDING: อัสสเดช ประกาศแผน 3 ปี ตลาดฯใช้กลยุทธ์เคาะประตู บจ รับผิดชอบ CG Read More

TRENDING: ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ลงทะเบียนเกือบ 9 หมื่นราย Read More

TRENDING: คิง เพาเวอร์ จับมือบัตเตอร์แบร์ เปิดสาขาใหม่สนามบินดอนเมือง Read More

TRENDING: BKC ร่วมกับ หอศิลป์คลังจัตุรัส เปิดโครงการ Read More

กันยายน 17, 2025

บันทึกการเดินทาง 5 ปีของธปท.การดำเนินนโยบายในยุคแห่งความท้าทาย

หัวข้อสุดท้ายของการพบปะ ระหว่างสื่อกับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาสนฤพุฒิ ที่ใช้เวลาเต็มที่ในการบริหารจัดการระบบการเงิน ภายใต้ความผันผวนของโลก ระยะเวลา 5 ปีที่เต็มไปด้วยความท้าทายอย่างหนักหน่วงท่ามกลางโครงสร้างทางเศรษฐกิจไทยที่ถดถอยและสู้ไม่ได้

ปี 2563-2564

โลกทั้งใบ เผชิญกับการหดตัวอย่างรุนแรง เหตุเกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ที่ระบาดจากสัตว์สู่คนและคนสู่คน ไทยต้องเผชิญความยากลำบาก เพราะรายได้หลักจากการท่องเที่ยวที่เคยเฟื่องฟู โควิดระบาด การท่องเที่ยวเป็นศูนย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องใช้มาตรการลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% ช่วยแก้ปัญหาภาคธุรกิจต้องปิดกิจการ ค้าขายไม่ได้ ด้วยการปรับพักมาตรการพักชำระหนี้ ปรับโครงสร้างของภาคธุรกิจโดยมีธนาคารพาณิชย์ เป็นตัวเสริมใช้มาตรการยืดหยุ่นหลายอย่างเพื่อให้ธุรกิจกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง

ปี 2565

สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันขยับขึ้นอย่างรวดเร็ว สื่งที่ตามมาคือเงินเฟ้อพุ่งทะยานไปสูงสุดที่ 7.9%  เป็นโจทย์ที่ต้องหาความสมดุลระหว่างดูแลเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่จะต้องไม่สะดุด หลายประเทศเลือกขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างหนักหน่วง แต่เศรษฐพุฒิ เลือกขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะลดลง และโชคเข้าข้างเพราะเงินเฟ้อก็ทยอยปรับเข้ามาในจุดที่เหมาะสม เงินเฟ้อใช้เวลา 7 เดือนจากจุดสูงสุดลงสู่จุดเป้าหมาย 2.6 %

“ไม่มีใครรู้ว่าเงินเฟ้อที่เหมาะสมจะอยู่ตรงไหน ที่จะสอดคล้องกับเศรษฐกิจ แต่ถ้าเข้ามาอยู่ในกรอบที่เรากำหนดไว้กว้างๆ ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้ว”

ปี 2566-2567

เป็นช่วงเวลาที่จะต้องสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจ หลังจากที่คลายความกังวลกับปัญหาระดับโลก และเมื่อกลับมามองดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย พบว่า ความบอบช้ำที่ผ่านมาทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มทะยานขึ้น คนไทยกว่าร้อยละ 90 เป็นหนี้ ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมีเพิ่มขึ้น

ความเหลื่อมล้ำห่างขึ้นทุกปี ครัวเรือน ที่รวยที่สุด มีจำนวน  240,000 ครัวเรือน มีสินทรัพย์เทียบเท่า 13 ล้านครัวเรือนนับจากล่างสุดหรือเกือบครึ่งประเทศ

ธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 5 % ของประเทศ มีสัดส่วนรายได้สูงเกือบ 90% ของรายได้ธุรกิจทั้งหมดและสัดส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

พื้นที่ 10 ปีที่ผ่านมา Normial Gdp ของไทยโตขึ้น 80%แต่รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนในภาคเหนือ อีสาน และใต้กลับโตต่ำกว่ามาก

จึงได้พยายามออกมาตรการหลายอย่างเพื่อจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ให้กับครัวเรือน ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง “ผมเป็นคณะกรรมการกนง มากที่สุด 5 ปีในตำแหน่งผู้ว่า และอีกหลายปีในคณะกรรมการกนง เวลาเราประชุมเราจะหารือกันอย่างเคร่งเครียด ดูสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่ก็อีกหล่ะ ไม่มีใครสามารถเดาได้ว่าอัตราที่ถูกต้องควรจะเป็นเท่าไหร่ เพราะต้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์”

นอกจากดอกเบี้ยแล้ว ก็พยายามสร้างสภาพแวดล้อมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกว้างให้มี Virtual  Bank   เพื่อสร้างการแข่งขันใหม่ ๆ มีการนำกฎระเบียบในการดูแลลูกค้าให้ดีขึ้น ที่เรียกว่า Responsible Lending จนกลายเป็นว่า มาตรการนี้หันกลับมาทิ่มแทงแบงก์ชาติเอง” แบงก์เมื่อไม่อยากปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวจะมีความเสี่ยง ก็อ้างกฎระเบียบของเรา ซึ่งจริงๆ แล้วความตั้งใจคือ อยากให้ช่วยกันดูแลทั้งลูกหนี้และระบบ แต่ก็ไม่เป็นไร “

ปีสุดท้าย 2568 สิ้นสุดการเดินทาง

เผชิญความท้าทายหนักหน่วง จากมาตรกีดกันทางการค้าของสหรัฐที่ใช้นโยบายขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว เจอ พายุลุกใหญ่  สิ่งที่เสริมได้คือการปรับลดอกเบี้ยนโยบายลงจนถึง 1.5% ใช้คำว่าเป็นการผ่อนคลายภาวะทางการเงิน และบรรเทาภาระ ที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ

ในระหว่างที่จะวางฐานทางการเงิน กลับมีปัญหาแทรกซ้อน เรื่องของบัญชีม้า กฎหมายใหม่ ในเรื่องของความพยายามในการแก้ไขการหลอกลวงทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นแอปดูดเงิน หรือ หลอกลวงทางโทรศัพท์ ให้โอนเงิน และความพยายามในการปิดกั้นไม่ให้เกิดการโอนเงินออกอย่างรวดเร็ว ด้วยการบล็อกการจ่ายเงินออก  มีผลกระทบต่อผู้บริสุทธ์ที่ไม่ได้เข้าข่ายเป็นม้า ไม่ว่าจะเป็นม้าดำ ที่ต้องถูกสกัดกั้นทางเงินร้อยเปอร์เซ็นต์ ม้าเทา หรือม้าอื่น ๆ เพราะคนร้ายมีความฉลาด รู้จักหลบเลี่ยงและอาศัยช่องทางด้วยเช่นกัน มีการโอนเงินทำเสมือนซื้อขายสินค้าให้กับผู้บริสุทธิ์ โดยทางการพบว่าเป็นการโอนเงินจากบัญชีที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ต้องกักวงเงินได้และกลายเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไข”เราเข้าใจว่า เมื่อมีมาตรการก็ต้องมีผลกระทบ และต้องมีผู้บริสุทธิ์ ต้องได้รับด้วย แต่เราก็พยายามแก้ไขเพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างรวดเร็วจากเดิม วงเงินจะต้องถูกกัก 7 วัน ก็ลดเหลือ 4 ชั่วโมง และให้ธนาคารพาณิชย์เร่งตรวจสอบบัญชี วันละ 3 รอบเพื่อปลดล็อค บัญชีให้กับผู้บริสุทธิ์ แต่จะไม่ให้เราทำมาตรการเหล่านี้ไม่ได้ เพราะต้องเห็นใจคนที่มีเงินสะสมอยากจะไว้ใช้ยามแก่และต้องถูกหลอกลวง พวกเค้าเหล่านั้น ต้องเสียหายและสูญเสีย ขนาดไหน”เศรษฐพุฒิกล่าว

เงินบาทแข็งค่า นายเศรษฐพุฒิ ยอมรับว่าเงินบาทของไทยแข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน 7% ส่วนหนึ่งเป็นความผิดปกติของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ควรจะแข็งขึ้นเมื่อมีนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ทางการค้า แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น และมีเงินดอลลาร์สหรัฐไหลเข้ามาอย่างมาก นอกจากจะไปซื้อทองคำแล้ว ยังมีการนำไปซื้อสินค้าอืนๆ อีกด้วย ซึ่งแบงก์ชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ  ได้เข้าไปแทรกแซงตามความจำเป็น และดูแลความผันผวนของค่าเงิร รวมทั้งใช้นโยบายดอกเบี้ย มีการไหลเข้ามาและหายังแหล่งที่เข้ามาเพื่อทำอะไรไม่พบ หรือเรียกว่า เออร์เร่อร์ ในระบบดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 12.5 บิลเลี่ยน กำลังดูว่ามาจากไหน ทำอะไร ซึ่งต้องใช้เวลา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าไปแตะระดับ 31 บาทกว่า ๆ

ในช่วงการทำงาน 5 ปีสิ่งที่ได้ทำและยังทำไม่ได้เต็มที่คือ โครงการ Your Data ที่เสียใจที่เริ่มช้าไปเพราะหากมีโครงการนี้จะช่วยทำให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และเป็นการช่วยให้เอสเอ็มอีในการปรับตัว ทำให้กลไกในการค้าประกันเครดิตยืดหยุ่นขึ้น ผลักดันให้ใช้ดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้  ฝากรัฐบาลให้ช่วยทำให้เกิดสถาบันค้ำประกันเครดิตลูกหนี้รายย่อยให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

เศรษฐพุฒิยอมรับว่าที่ผ่านมาการสื่อสารของแบงก์ชาติขาดประสิทธิภาพ หลายเรื่องจึงไม่ทำให้เกิดความเข้าใจในวงกว้าง แม้กระทั่งการประสานงานกับกระทรวงการคลัง ก็กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง

และสิ่งที่อยากฝากฝังให้ช่วยดูและ ประเทศ สำหรับผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป ว่าควรจะต้องดูแลนโยบายการคลัง เพื่อไม่ให้เป็นจุดอ่อน ที่ผ่านมานโยบายงบประมาณของประเทศ ทำแบบขาดดุลมาโดยตลอด แต่การจัดเก็บรายได้ มีปัญหา  ภาครัฐควรจะเน้นสร้างแรงจูงใจให้เอกชนปรับตัวและเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว ลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ และสร้างเสถียรภาพทางการคลัง เพื่อไม่ให้ประเทศไทยถูกปรับลดเครดิตของประเทศ

ส่วนภาคเอกชน ควรจะเป็นกลไกหลักในการสร้างพลวัตใหม่ เพราะรู้ถึง Pain และสิ่งที่ต้องการ รายใหญ่ควรมีบทบาทสนับสนุนเอสเอ็มอีและรายย่อยในการปรับตัวมากขึ้น